วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

[334]สองลิ่งที่ต้องทำเอง:1.วางแผน 2.ลงมือเรียน

สวัสดีครับ
หลายครั้งที่ผมได้รับข้อความทำนองข้างล่างนี้จากท่านผู้อ่าน...

1. ช่วยแนะนำว่าควรจะเริ่มต้นเรียนตรงไหนดี เพราะเว็บที่แนะนำมันเยอะไปหมดจนเวียนหัว
2. ช่วยแนะนำการเรียนตั้งแต่เริ่มต้น A, B, C… เลย เพราะภาษาอังกฤษของผมหรือของหนูอ่อนมาก หรือที่เคยเรียนมาลืมไปหมดแล้ว
3. จะต้องทำยังไงถึงจะเก่งภาษาอังกฤษได้เร็ว ๆ เพราะต้องไปสอบที่นั่น ๆ หรือได้งานใหม่ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ
4. ผม (หนู) จะต้องวางแผนการเรียนภาษาอังกฤษยังไงจึงจะได้ผลเร็ว
5. ช่วยแนะนำโรงเรียนหรืออาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่เก่ง ๆ

คำตอบของผมต่อคำถามข้างบนนี้คือ
ข้อ 1. ผมไม่ทราบครับ
ข้อ 2. ผมไม่ทราบครับ
ข้อ 3. คุณต้องหาวิธีเองครับ
ข้อ 4. คุณต้องคิดเอาเองครับ
ข้อ 5. ผมไม่ทราบครับ

เมื่ออ่านคำถามและคำตอบแล้ว ท่านอาจจะรู้สึกว่า ผมเป็นคนใจดำและตัดรอนอย่างไร้น้ำใจ ก็อาจจะมีส่วนจริงครับ แต่ที่จริงกว่านี้ก็คือ คำตอบที่ผมให้ไว้นั่นแหละครับจริงที่สุด

วันนี้ผมตั้งชื่อหัวข้อไว้ว่า “สองลิ่งที่ต้องทำเอง 1.วางแผนเรียน 2.ลงมือเรียน” ในสิ่งที่ผมจะพูดต่อจากนี้ ผมจะพยายามพูดให้ชัดที่สุดว่าทำไมผมจึงตอบเหมือนไร้ไมตรีอย่างนั้น

จากแบบสำรวจความคิดเห็น ในลิงค์ * คลิกแสดงความคิดเห็น * ปรากฏว่า ผู้ที่เข้ามาใช้ blog นี้แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ได้ดังนี้(ก) เป็นนักศึกษา (29%)
(ข) เป็นครู อาจารย์ (7%)
(ค) รับราชการ (11%)
(ง) ทำงานส่วนตัว (14%)
(จ) เป็นพนักงานบริษัท (36%)

จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งน่าจะเป็นคนที่จบการศึกษาแล้วและจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในงานที่รับผิดชอบ และกลุ่มถัดไปเป็นนักเรียน-นักศึกษา ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าวัตถุประสงค์หลักของเขา คือ ต้องการฟิตภาษาอังกฤษเพื่อสอบให้ผ่าน หรือเตรียมตัวเองให้เก่งภาษาอังกฤษไว้เพื่อชีวิตการทำงานในอนาคต

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อบวกกับ feedback ที่ผมได้รับจากข้อความแสดงความคิดเห็นใน Post และ email ส่วนตัวที่ส่งถึงผม ดูเหมือนว่าทุกคนต้องการเก่งภาษาอังกฤษ และอยากจะเก่งให้ได้อย่างรวดเร็วทันใจซะด้วย ทุกคนไม่อยากรอนาน

ผมว่าเราลองมานั่งทบทวนอะไรกันเล่น ๆ ดีกว่า....

การศึกษาในบ้านเราตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาแล้ว เป็นการที่เราเรียนจากครู ครูคือผู้ให้ความรู้ ศิษย์คือผู้รับความรู้ ครูที่เก่งคือครูที่สามารถถ่ายทอดความรู้จนศิษย์เก่งเหมือนครูหรือเก่งยิ่งกว่าครู การศึกษาแบบนี้ครูจึงสำคัญมาก มากจริง ๆ

และต่อมาเมื่อมีมหาวิทยาลัยเปิดถาวร คือ ม.รามคำแหง และ ม.สุโขทัยฯ การศึกษาของเราจึงได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เรามี “ตำรา” ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนครู และในยุคต่อ ๆ มาเมื่อสื่อการศึกษาอย่างอื่น ๆ มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่มากขึ้นทั้งปริมาณและเนื้อหา เทป CD การเรียนทางวิทยุ โทรทัศน์ และสุดท้ายคือ Internet มันทำให้เกิดคำพูดขึ้นมาว่า เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต เพราะแหล่งที่จะให้ความรู้มันมีมากมายไม่จำกัด ไม่จำเป็นต้องมี “ครู” ก็เรียนได้ ถ้าเราสามารถเรียนได้ด้วยตัวเอง

แต่ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า คนไทยเรามีทักษะในการศึกษาด้วยตัวเองมากน้อยแค่ไหน ทำไมผมถึงรู้สึกเช่นนี้? ก็เพราะว่า ถ้าเราสามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องทักษะภาษาอังกฤษที่เรากำลังฟิตกันอยู่นี้ เราจะต้องสามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้:
1. ตอบได้ตรง ๆ ชัด ๆ ว่า ตนเองจะฟิตภาษาอังกฤษไปทำไม – คือ ถ้าเราอยากไปซะทุกอย่าง วัตถุประสงค์ของเราก็จะ blur เช่น
- เพื่อเอาไปใช้ในการทำงานปัจจุบัน ให้ทำงานได้ดีขึ้น หรือมีโอกาสมากขึ้นในการได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
- เพื่อใช้หารายได้พิเศษหรือเพิ่มเติม
- เพื่อเป็นคุณสมบัติให้สามารถสมัครเข้าทำงานได้
- เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาความรู้
- เพื่อให้สอบวิชานี้ได้ จะได้จบการศึกษา
- เพื่อมีเพื่อนใหม่เป็นชาวต่างชาติ
- เพื่อการท่องเที่ยวในต่างแดน
- เพื่อหาความเพลิดเพลิน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ
- เพื่อช่วยเหลือคนอื่น
- เพื่อ ฯลฯ และ ฯลฯ
ข้อ 1 นี้เราจะต้องสามารถตอบตัวเองให้ชัด เราจะได้มุ่งเป้าเพื่อทำสิ่งนั้นเป็นอันดับ 1, 2, 3… ไม่ใช่ทำมันไปซะทุกอย่าง ผลสุดท้ายเลยทำให้ดีไม่ได้สักอย่าง ทั้งนี้เพราะว่าเรามีเงิน, เวลา, ทรัพยากร ฯลฯ จำกัด เราจึงต้องวางแผนว่า เราจะเอาไปใช้ฟิตอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์อะไรที่เจาะจง

2. เมื่อหาวัตถุประสงค์ที่เจาะจงได้แล้ว เราก็ต้องถามตัวเองต่อไปอีกว่า ทักษะสุดท้ายที่เราต้องการให้เกิดขึ้นคืออะไร เช่น
- จะต้องพูดได้คล่องปรื๋อไม่ติดขัดเลย
- ดูหนังฝรั่งรู้เรื่องโดยไม่ต้องอ่าน subtitle ภาษาไทย
- อ่านหนังสือพิมพ์ฝรั่งได้ง่าย ๆ เหมือนอ่านไทยรัฐ เดลินิวส์
- เขียนจดหมายโต้ตอบกับฝรั่งโดยไม่ต้องนั่งนึกนาน
- ฯลฯ
และแม้ว่าจริง ๆ แล้วเราอาจจะอยากเก่งไปซะทุกเรื่อง แต่เราก็ต้องเลือก "จัดลำดับความอยาก" เพื่อทำให้เกิดทักษะ 1, 2, 3... ไปตามลำดับ คือจัด % ของเวลาหรือความพยายามอย่างเหมาะสมให้กับแต่ละทักษะที่จะฝึก

3. พอรู้ว่าคำตอบสุดท้ายคืออะไรแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่าเรามีทรัพยากรอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้เราเดินทางไปถึงที่หมาย เช่น
- เรามีเวลาว่างที่สามารถเจียดให้กับการฟิตภาษาอังกฤษวันละกี่ชั่วโมง หรือเราสามารถลดเวลาในการทำกิจกรรมอย่างอื่นมาเพิ่มให้กับการเรียนภาษาอังกฤษได้หรือไม่ ได้เท่าไร
- เราสามารถแทรกการฟิตภาษาอังกฤษเข้าไปในกิจกรรมประจำวันของเราได้หรือไม่ อย่างไร
- เรามีเงินซื้ออะไรได้เพิ่มเติมบ้าง เพื่อทำให้การฟิตภาษาอังกฤษของเราง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เช่น ติดตั้ง high speed Internet
- มีเพื่อน หรือมีใครบ้างไหมที่เราสามารถขอความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตนเองที่เรากำลังพยายามอยู่
- ฯลฯ

4. มีอะไรที่เป็นจุดอ่อนที่เรามักจะแพ้ตัวเอง จนทำให้การฟิตภาษาอังกฤษของเราไปไม่ถึงไหนซะที เช่น
- พอเราเบื่อหรือง่วง เราจะหยุดทันที เราแพ้ตัวเองทุกครั้ง
- เราอ่อนศัพท์ และไม่ยอมลงทุนเพื่อเพิ่มคำศัพท์
-เราอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง และไม่ยอมทนฝึกตีความด้วยตัวเอง เราชอบแต่จะถามคนอื่นว่าประโยคนั้นประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร แต่เราไม่ชอบคิดเอง ตีความหมายด้วยตัวเอง
-เราใจร้อนเกินไป และรู้สึกท้อง่ายเกินไป พอฟังหรืออ่านไม่ค่อยรู้เรื่องก็ไม่อยากทนฝึกต่อ
- เราละเลยตารางฝึกที่เราตั้งไว้ให้ตัวเองทำ และละเลยอย่างง่ายดาย เรามีข้อแก้ตัวเสมอที่จะไม่ทำตามการบ้านภาษาอังกฤษที่เราให้แก่ตัวเอง
-เราไม่กล้าฝึกพูดแม้เราอยากจะพูดเป็น
-เราไม่กล้าทำอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่เรารู้ว่าจะช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ แม้รู้ว่าทำแล้วดี
-ฯลฯ

ถ้าท่านตอบคำถามข้างต้นได้ครบถ้วน อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน และเจาะจง ก็ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องวางแผนฟิตภาษาอังกฤษของตัวท่านเอง ว่าในวันหนึ่ง สัปดาห์หนึ่ง หรือเดือนหนึ่ง ท่านจะทำอะไรบ้าง ทำอย่างละกี่นาที และห้ามขาด ถ้ามีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถทำได้ตามตารางที่วางไว้ ก็รีบไปทำเพิ่มชดเชยในวันถัดไป

เปรียบเทียบเหมือนกับการเป็นโรคเพื่อรักษาอาการภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรง ท่านจะต้องวินิจฉัยโรคของตัวเอง และปรุงยาให้ตัวเอง ไม่มีใครทำแทนท่านหรอกครับ เรื่องอย่างนี้ท่านต้องทำเอง
สารพัดเว็บที่ผมแนะนำไว้ใน Blog นี้ (คลิกและอ่าน ถาม-ตอบ ข้อที่ 1,2,3,4) คือยาที่ท่านสามารถหยิบขึ้นมารักษาโรคภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงที่ท่านประสบอยู่ แต่ทั้งหมดนี้ท่านต้องทำเอง คือ 1.วางแผนเรียนเอง และ 2.ลงมือเรียนเอง ไม่มีใครช่วยท่านได้หรอกครับ

ผมยังเข้าข้างตัวเองว่า คำตอบของผมไม่ได้ไร้น้ำใจจนเกินไป

พิพัฒน์ 

8 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เป็นคำแนะนำที่เยี่ยมมากค่ะ คุณพิพัฒน์ เหมือนหิวข้าวแต่ไม่ยอมกินเองให้คนอื่นกินแทนอย่างงี้เมื่อไหร่จะอิ่มนะ เข้าตำรา"อยากได้ต้องทำเองค่ะ...อยากเก่งต้องขยัน" ล้มแล้วต้องลุกไม่นอนอยู่อย่างนั้นขวางทางคนอื่นและตนเอง ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังพยายามและตัวดิฉันเองด้วยค่ะ
จาก..สมาชิกหมายเลข0

sripare กล่าวว่า...

เป็นคำตอบที่ถูกที่สุดค่ะ

ตัวเราอยากได้เอง ต้องเริ่มเอง

grace sanpunya กล่าวว่า...

ทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ฝืนใจตัวเอง วางแผน และลงมือทำ ถ้าทำด้วยความชอบ ทุกอย่างก็จะสำเร็จ สู้ๆนะ พวกเรา.
“ I can do it by myself ”

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

bkkll.

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

กำลังพยายามอยู่คะ คนมีโอกาสในการเรียนน้อยคะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เห้นด้วย และขอบคุณมากในความเอื้อเฟื้อ ความคิดที่เป็นขั้นเป็นตอนสามารถนำไปใช้ได้จริง
"ถ้าคิดจะขึ้นที่สูงต้องตั้งใจและมุ่งมั่นพยายามให้ถึงที่สุด
ความพยายามที่ครึ่งๆกลางๆก็เสมือนไร้ซึ่งความพยายาม
เสียเวลาเหมือนกันแต่ไร้ผลผลลัพธ์กลับมา
เหนื่อยปล่าว"

taetarn กล่าวว่า...

ได้ข้อคิดเยอะเลยครับ จะตั้งใจฝึกครับ

darkworldth8 กล่าวว่า...

ภาพโป๊จากทางบ้าน 870 กระทู้
คลิปโป๊ทางบ้าน 400 กระทู้

คลิปโป๊ครอบครัวไทยแท้ 134 คลิป
คลิปโป๊ดาราทั่วโลก 281 คลิป

หนังโป๊ AV 1x,xxx เรื่อง
เรื่องเล่าประสบการ์ณเสียวจากทางบ้าน 5,xxx ใหม่กว่าทุกเว็บ
คลิปเกย์หรือเลสเบี้ยนรวมแล้ว 830 คลิป
ภาพสาวเซ็กซี่ปีนี้เท่านั้น 8x,000 ภาพ